อาคารศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ 242 ถนนแก้วนวรัฐ ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50000 cherryfify@hotmail.com 053-921938

โครงการศิลปะบำบัด

โครงการศิลปะบำบัดเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน

1. ชื่อโครงการ “ศิลปะบำบัดเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน”

2. ลักษณะโครงการ เป็นโครงการต่อเนื่องเพื่อประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ และสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่

3. หลักการและเหตุผล
จากสภาพของสังคมในปัจจุบันมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็วส่งผลให้การดำเนินชีวิตของประชาชนเกิดปัญหาในด้านต่าง ๆ เช่น ปัญหาคุณภาพการดำเนินชีวิต ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาละเมิดทางเพศ ซึ่งปัญหาต่าง ๆ ได้ส่งผลต่อพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนเป็นอย่างมาก และนับวันปัญหาดังกล่าวก็ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ จึงมีแนวทางการแก้ปัญหาโดยการอาศัยกิจกรรมทางด้านศิลปะบำบัดมาใช้เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้แสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกในมุมมองและทัศนคติที่ดีต่อตนเองและสังคมต่อไปในอนาคต

4. วัตถุประสงค์
1. เพื่อใช้กระบวนทางการศิลปะมาพัฒนาจิตใจเด็กและเยาวชน
2. เพื่อเป็นสื่อในการแสดงออกทางความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ที่อยู่ภายในใจของเด็กและเยาวชน
3. เพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานศิลปะในรูปแบบต่าง ๆ จากการแสดงออกของเด็กและเยาวชน
4. เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับความรู้เบื้องต้นในงานประติมากรรมเบื้องต้น
5. เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับการพัฒนาความรู้ เพิ่มทักษะทางอาชีพให้แก่เด็กและเยาวชนที่เข้ารับการฝึกอบรมและเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนได้รับการปล่อยตัว
6. เพื่อเป็นแนวทางให้กับเด็กและเยาวชน นำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ประกอบอาชีพสุจริต และพัฒนาเด็กและเยาวชนด้านอาชีพให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานหรืออาชีพในบริษัทชุมชน
7. เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ร่วมอนุรักษ์และสืบสานงานศิลปะประติมากรรม
8. เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้สถานประกอบการ ปราชญ์ชาวบ้าน หน่วยงานภาครัฐ และเครือข่าย เข้ามาจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือกัน
9.เพื่อเผยแพร่ผลงานของเด็กและเยาวชนออกสู่สาธารณะชน

5. เป้าหมาย
เด็กและเยาวชน จำนวน 30 คนต่อครั้ง เข้าร่วมโครงการศิลปะบำบัดเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ และสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ระหว่างเดือนเมษายน 2557 – พฤษภาคม 2559

6. ขั้นตอนในการดำเนินงาน
1. ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2. เข้าไปจัดกิจกรรมทางศิลปะบำบัดในสถานพินิจฯ จัดอบรมให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายและลักษณะเฉพาะของกิจกรรมศิลปะกับอาจารย์และนักศึกษาที่ร่วมโครงการ
3. นำเสนอผลงานทั้งหมดเป็นนิทรรศการสู่สาธารณะ
4. สรุปผลโครงการ

7. ระยะเวลาดำเนินงาน
ทุกวันพุธที่ 3 ของเดือนเมษายน 2557 – พฤษภาคม 2559 ณ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ และวันพุธที่ 4 ของเดือนเมษายน 2557 – พฤษภาคม 2559 ณ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่

8. ผู้รับผิดชอบดำเนินงาน
คณะอาจารย์และนักศึกษาภาควิชาภาพพิมพ์ จิตรกรรมและประติมากรรม คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายแพทย์ปริทรรศ ศิลปกิจ นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช โรงพยาบาลสวนปรุง

9. สถานที่ดำเนินงาน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ และสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่

10. การประเมินผล
1. การสังเกตจากการปฏิบัติ
2. การประเมินจากผู้พิพากษาสมทบ

11. คณะกรรมการดำเนินงาน
1. นางแสงหล้า อินทจักร์ ประธานโครงการ
2. นางสุภาศรี อาจราชกิจ คณะทำงาน
3. นางอรุณี ไตรศรีศิลป์ คณะทำงาน
4. นางยุคนธร สันติธรรม คณะทำงาน
5. นายจอม คีรีทวีป คณะทำงาน
6. นางรุ่งรัชนี กังวานไกล คณะทำงาน
7. นายปรีชา ขันทนันต์ กรรมการ
8. นางนีรนาท ศรีชุมพร กรรมการ
9. นางอาภรณ์ ชัยรัต กรรมการ
10. นางสุธีรา ภูมิเจริญ กรรมการ

12. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. สามารถนำกระบวนการทำงานมาพัฒนาทางด้านจิตใจของเด็กและเยาวชนได้
2. สามารถนำผลงานศิลปะของเด็กและเยาวชนที่สร้างขึ้นเสนอต่อสาธารณะ
3. เด็กและเยาวชนเกิดความภูมิใจ และเห็นคุณค่าในตัวเอง
4. เด็กและเยาวชนได้รับความรู้และเกิดทักษะอาชีพในงานประติมากรรมเบื้องต้น
5. เด็กและเยาวชนได้ฝึกความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สร้างงานศิลปะในทางที่เป็นประโยชน์
6. เด็กและเยาวชนสามารถนำความรู้ไปเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพสุจริต

 

 

ผู้ปกครองควรรู้! เด็กใช้ Tablet อย่างไรให้เกิดประโยชน์(ทดสอบ)

ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา มีผลวิจัยมากมาย ที่ระบุว่า เด็กก่อนวัยเรียนได้รับผลข้างเคียงจากการเล่นแท็บเล็ต อาทิ ผลเสียต่อพัฒนาการด้านภาษา พัฒนาการด้านสังคม และพัฒนาการด้านอารมณ์ เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้ทำให้เด็กก่อนวัยเรียนขาดการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ขาดการเรียนรู้ เรื่องสำคัญที่จำเป็นจากสภาพแวดล้อม นอกจากนั้น การให้เด็กเล็กวัยต่ำกว่า 12 ขวบ อยู่กับแท็บเล็ตตามลำพัง ก็อาจเกิดความเสี่ยงให้เด็กมีสภาวะสมาธิสั้น และมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์

ภัยเสี่ยงจากแท็บเล็ตต่อเด็กเหล่านี้ เชื่อว่า ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยได้เริ่มตระหนัก และสามารถรับมือได้แล้ว แต่ยังมีผู้ปกครองอีกมากมายที่เพิกเฉย หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์อย่างที่ได้เห็นในหนังโฆษณาล่าสุดชิ้นหนึ่ง ซึ่งหากมองลงไปให้ลึกอีกนิด จะเห็นว่า ตัวละครหลักอย่างพ่อแม่ของเด็กตัดสินใจซื้อแท็บเล็ตด้วยปริมาณเกมมากมายที่บรรจุอยู่ และซื้อเพื่อเป็นของเล่นให้ลูก โดยไม่ได้รับรู้ถึงความเหมาะสมต่อวัยของเด็ก รวมถึงผลเสียต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเด็กในอนาคต เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นนับไม่ถ้วนในสังคมยุคใหม่ ซึ่งต้องปรบมือให้กับเจ้าของหนังโฆษณาที่กล้านำเสนอเรื่องราวในมุมมองเชิงลบ และถ่ายทอดให้ผู้คนได้เห็น หรือฉุกคิดถึงสิ่งเป็นอยู่จริงในสังคมยุคใหม่นี้

สะท้อนสังคม : หนังโฆษณาเรื่องนี้ไม่เพียงนำเสนอความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพ่อแม่ แต่ยังถ่ายทอดสิ่งที่ผู้ปกครองควรทำแทนที่การซื้อแท็บเล็ตเป็นของเล่นให้ลูกด้วย

อย่างไรก็ดี งานวิจัยหลายฉบับได้เผยถึงวิธีการใช้งานแท็บเล็ตที่เหมาะสมเอาไว้ด้วย อาทิ ผู้ปกครองควรร่วมเล่นกับบุตรหลานในเวลาที่เหมาะสม ไม่นานจนเกินไป จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์พร้อมกับจดจำสิ่งที่เรียนรู้ได้ดีกว่าปล่อยให้บุตรหลานใช้แท็บเล็ตตามลำพัง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญและกุมารแพทย์บางท่าน แสดงความเห็นว่า เยาวชนควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 12 ปี และได้รับการกำหนดระยะเวลาใช้งานแท็บเล็ต โดยระยะเวลาที่เหมาะสมอยู่ที่ 1 – 2 ชั่วโมงต่อวัน ที่สำคัญ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องไม่ให้แท็บเล็ตมีความสำคัญ และบทบาทมากกว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง หรือกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตจริง

แนะนำว่า ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานของท่านไปพบโลกกว้างภายนอก หรือพาไปทำกิจกรรมสนุก ๆ ที่มีสาระอื่น ๆ เพราะ แท็บเล็ตไม่ใช่อุปกรณ์ที่จะช่วยเสริมพัฒนาการของบุตรหลานได้ทั้งหมด แต่ผู้ปกครองเองต่างหากที่จะเป็นส่วนสำคัญในพัฒนาการของเจ้าตัวน้อย

 

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

นักวิทยาศาสตร์พบ โทรศัพท์มือถือ แพร่โรคสมาธิสั้น(ทดสอบ)

นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ที่อเมริกา ได้ลองสำรวจความคิดเห็นขึ้นมาเมื่อเร็วๆ นี้ และได้พบว่า มีผู้ที่ใช้โทรศัพท์ไม่รู้จักหยุดหย่อน แม้แต่กำลังสนทนา มากถึงร้อยละ 95 ใช้ขณะทำงานมากถึง 7 ใน 10 คน และแม้กระทั่งขณะพัก หลับนอน ยังมีคนใช้มากถึง 1 ใน 10 เขาแจ้งว่า เราพบในการทดลองหลักฐานหนแรกว่า โทรศัพท์สามารถที่จะทำให้ผู้ใช้ขาดสมาธิ และอยู่ไม่เป็นสุขและมีความเห็นว่า “เหตุที่โทรศัพท์มีส่วนที่ทำให้เกิดเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุที่มันหยิบฉวยได้ง่าย วิธีแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ก็คือควรปิดโทรศัพท์ลงเสียบ้าง”

ที่มา : ไทยรัฐ

มูลนิธิศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 กันยายน 2559
มูลนิธิศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดทำบุญทอดฝ้าป่าสามัคคี เพื่อดำเนินการสนับสนุนสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ที่อยู่ในกำกับดูแลในด้านสวัสดิการ การศึกษา ที่เข้าสู่กระบวนการของศาลฯ หรือที่อยู่ในระหว่างการถูกคุมประพฤติของศาลฯ โดยพระราชรัชมุนี(นิมิต สิขรสุวณังโณ ปธ9) เจ้าอาวาสวัดสวนดอก พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายสมนึก พานิช อธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 เป็นประธานอุปถัมภ์
ณ วัดสวนดอก พระอารามหลวง ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

มูลนิธิศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดทำบุญทอดฝ้าป่าสามัคคี

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 กันยายน 2559
มูลนิธิศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดทำบุญทอดฝ้าป่าสามัคคี เพื่อดำเนินการสนับสนุนสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ที่อยู่ในกำกับดูแลในด้านสวัสดิการ การศึกษา ที่เข้าสู่กระบวนการของศาลฯ หรือที่อยู่ในระหว่างการถูกคุมประพฤติของศาลฯ โดยพระราชรัชมุนี(นิมิต สิขรสุวณังโณ ปธ9) เจ้าอาวาสวัดสวนดอก พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายสมนึก พานิช อธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 เป็นประธานอุปถัมภ์
ณ วัดสวนดอก พระอารามหลวง ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่